การดูดไขมันส่วนเกิน

ศัลยกรรมดูดไขมัน เป็นการผ่าตัดที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะที่บริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น ต้นขา สะโพก หน้าท้อง น่อง ต้นแขน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก วิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับคนอ้วนหรือถ้าคนอ้วนก็จะต้องลดน้ำหนักลงเสียก่อนกระทั่งสามารถรักษาน้ำหนักตัว คงที่จนเหลือไขมันส่วนเกินเฉพาะที่ นอกจากนี้คุณยังควรมีผิวหนังที่ยืดหยุ่นเพื่อว่าหลังจากดูดไขมันแล้วผิวหนังคุณจะได้หดตามได้เพราะถ้าผิวหนังยืดหยุ่นได้ไม่ดี หลังการดูดไขมัน ผิวหนังก็จะหย่อนยานมากขึ้น ดังนั้น การดูดไขมันควรที่จะทำในคนที่อายุไม่มากเกินไป 

การดูดไขมันก็ คือการดูดไขมันที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังไม่ใช่ไขมันตื้นๆที่เกาะกับผิวหนัง ฉะนั้น จึงสามารถดูดไขมันบริเวณบางส่วนของร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ทุกส่วนที่สามารถดูดไขมันได้ ตำแหน่งที่สามารถดูดได้เช่น ลำคอและใต้คาง ต้นแขน แผ่นหลัง เอว สะโพกและก้น หน้าท้อง ต้นขาด้านนอก 
 
การปรึกษาแพทย์ก่อนผ่าตัด
1.ปริมาณไขมันที่ต้องการดูด
2.ตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน โดยทั่วๆไปจะซ่อนไว้ตามรอยพับที่ต่างๆ
3.เทคนิคที่จะใช้ในการดูดไขมัน
4.ศึกษาถึงแผลเป็นที่เกิดจากการดูดไขมันในแต่ละตำแหน่ง เช่น บริเวณหน้าท้อง แผลทางเข้าจะอยู่ทางสะดือหรือขาหนีบถ้าต้องการดูดไขมันบริเวณที่ต้นขา แผลจะอยู่ที่ขาหนีบ
 
เทคนิคและวิธีการ
ปัจจุบันเทคนิคและวิธีการดูดไขมันมีหลายวิธี ซึ่งเทคนิคที่ทางคลีนิคมีให้บริการมีดังนี้
1.DRY TECHNIQUE เป็นเทคนิคที่ใช้หัวดูดไขมันโดยตรงไม่ต้องฉีดสารใดเข้าไปก่อน เทคนิคนี้มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆ เช่น การตัดไขมันหน้าท้อง ข้อเสีย ของเทคนิคนี้คือมีโอกาสเสียเลือดและเกิดความไม่สม่ำเสมอได้มากจึงไม่นิยมทำกัน
 
2.Standard TECHNIQUE  เป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุด ทำโดยการฉีดน้ำเกลือผสมกับยาชาและยา ฉีดเข้าไปในบริเวณที่จะดูดไขมันก่อนเทคนิค แล้วใช้หัวดูดขนาดเล็กๆดูดไขมันออกมา ได้ช่วยลดอาการเสียเลือด และลดการเกิดคลื่นหลังผ่าตัดได้มากขึ้น เทคนิคนี้เป็นเทคนิคมาตรฐานในปัจจุบัน
 
3.Vaser เป็นเทคนิคการดูดไขมันที่ใช้ Standard TECHNIQUE  ร่วมการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการทำละลายไขมันก่อนที่จะใช้เครื่องดูดไขมันดูดออก ดังนั้นผลของการสลายไขมันจะได้มากกว่าดูดไขมัน แบบที่ DRY TECHNIQUE และ Standard TECHNIQUE และ ผลข้างเคียงน้อยกว่า คลื่นอัลตราซาวด์ เป็นพลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปีในหลายสาขา จุดเด่นคือการนำมาใช้สำหรับกำจัดไขมัน ซึ่งสามารถใช้สลายเฉพาะส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินได้ โดยที่เนื้อเยื่อรอบๆ อย่างเช่น เส้นประสาท เส้นเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ไม่ได้ถูกทำให้เสียหายไป  ดังนั้นผลลัพธ์หลังทำของผิว ยังมีความเรียบกระชับ เกิดความบอบช้ำน้อย คนไข้ฟื้นตัวเร็ว ลดอาการบวมและอาการปวดหลังผ่าตัด
 
 
 
 
 
                                                                          
ขั้นตอนการทำงานของ VASER มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ
ขั้นตอนที่ 1. แพทย์จะเติมสารละลายน้ำเกลือชนิดพิเศษเข้าบริเวณที่ต้องการกำจัดไขมัน เพื่อช่วยให้เกิดอาการชา และ ทำให้หลอดเลือด บริเวณนั้นหดตัว ซึ่งช่วยให้การสูญเสียเลือด น้อยที่สุด และลดการเกิดรอยช้ำ
 
ขั้นตอนที่ 2. แพทย์จะใช้ท่อขนาดเล็กปล่อยคลื่นเสียง (ซึ่งเป็นพลัง งาน คลื่นเสียง ที่มีความถี่เดียวกับ เครื่องรักษา ต้อกระจกดวงตา) เข้าไปยัง บริเวณ เนื้อเยื่อ เพื่อสลายไขมันให้กลายเป็นกึ่งของเหลว
 
ขั้นตอนที่ 3. แพทย์จะใช้ท่อดูดไขมันที่ถูกสลายเป็นกึ่งของเหลวทั้งหมดอย่างนุ่มนวลโดยเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
การดูแลหลังผ่าตัด
1.ควรใส่สเตรัดรูปอย่างน้อยประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ได้รูปร่างที่ดีและลดบวม
2.ช่วง 3 วันแรกจะบวมที่สุด แต่จะยุบภายใน 2 - 4 อาทิตย์และยุบเต็มที่ภายใน 3 เดือน ถึง 6 เดือน
3.อาจเป็นรอยช้ำประมาณได้ 1 - 2 อาทิตย์
4.แพทย์จะนัดตัดไหมเมื่อครบ 5 - 7 วัน
5.อาการบวมประมาณ 2 - 4 อาทิตย์ และ
6.ออกกำลังกายได้ภายใน 2 - 4 อาทิตย์
7.จะเข้าที่ภายใน 4 - 8 สัปดาห์
 
 
 
 
 
    • การตัดไขมันหน้าท้องเป็นการผ่าตัดเพื่อกำจัดไขมันและผิวหนัง ส่วนที่เกินบริเวณหน้าท้อง สามารถแก้ไขกล้าม...
    • การผ่าตัดเสริมสะโพกหรือเสริมก้นจะช่วยให้คุณมีบั้นท้ายที่งอนงามอย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความมั่นใจในสรี...
Visitors: 499,873